มหาเศรษฐีญี่ปุ่น ฟ้องยึดทรัพย์บุตรสาว

ถือเป็นเรื่องราวที่โลกโซเชียลให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมากมาย และเรื่องนี้ก็ไม่สมควรเป็นเรื่องราวใหญ่โตได้เลย และได้เป็นเรื่องราวของมหาเศรษฐีอันดับต้นของญี่ปุ่น ที่ได้มีการฟ้องร้องบุตรสาวของตนเอง เป็นเงินจำนวน 139 ล้าน เพราะเพียงแค่บุตรได้ไปสมรสกับส ามีผิวดำ แต่กลับถูกบุตรสาวฟ้องกลับ ย้ำอย่ าบงการชีวิตกันด้วยการเหยียดสีผิวกันเลย

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ทางด้านสำนักข่าว The Straits Times ก็ได้มีการรายงานว่า ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติทำให้เกิดความบาดหมางภายในครอบครัวของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น
ความบาดหมางจากเรื่องเชื้อชาติทำให้ครอบครัวของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดครอบครัวหนึ่งของญี่ปุ่นแตกแยก โดยมีการฟ้องร้องกันระหว่าง ฮันชางวู ผู้เป็นพ่อ และ มารีนา ฮาบะ บุตรสาวที่สมรสกับชายผิวดำ โดยบุตรสาวก็ได้มีการระบุข้อความไว้ด้วยว่า นี่เป็นการเหยียดเชื้อชาติอย่ างโจ่งแจ้ง

ฮันชางวู ได้ทำการฟ้อง นางมารีนา ฮาบะ วัย 51 ปี ซึ่งเป็น บุตรสาวคนโตในบรรดาลู กๆ ทั้ง 6 คนของเขา โดยเรียกคืนเงิน 480 ล้านเยน (139 ล้านบาท) พร้อมดอกเบี้ย โดยนางมารีนา (ซึ่งยังคงใช้นามสกุลของส ามีคนแรก) มีบุตรสองคน ซึ่งต่อมานางมารีนา ได้สมรสใหม่กับ โจ วอลเลซ ชายชาวแอฟริกัน-อเมริกัน เธอก็ได้เปิดเผยว่าพ่อของเธอไม่พอใจกับความสัมพันธ์ของเธอเป็นอย่ างมาก

“พ่อของฉันไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ของฉันกับโจเลย พ่อของฉันได้กล่าวชัดเจนมากว่าเขาไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ของฉันกับผู้ชายผิวดำ” มารีนา ระบุในเอกสารศาล อย่ างไรก็ต าม ฮันชางวู เคยให้คำมั่นสัญญาด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในบริษัทมารูฮันของเขา โดยได้กล่าวว่า บริษัทของเขายึดมั่นในความหลากหลายและการไม่แบ่งแยก
ฮันชางวู เป็นชาวเกาหลีที่ลี้ภัยสงครามเกาหลีมาอาศัยที่ญี่ปุ่น เมื่ออายุ 16 ปี หลังจากนั้น เขาได้เข้าศึกษาต่อในด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทย าลัยโฮเซย์ และท้ายที่สุดก็ได้โอนสัญชาติเป็นชาวญี่ปุ่น ปัจจุบัน ฮันชางวู อายุ 89 ปี เป็นมหาเศรษฐีเกาหลี-ญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัท มารูฮัน ผู้นำร้านปาจิงโกะ (สล็อตแมชชีน) ทั่วประเทศญี่ปุ่น เขาติดการจัดอันดับเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งในญี่ปุ่น และมักบริจาคเงินช่วยเหลือประเทศอยู่เสมอ ทั้งยังคอยบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ของทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีมาโดยตลอด

ฮันชางวู ได้โอนหุ้นบริษัท ให้ลู กๆ ทั้งหกคน เป็นจำนวน 1.5 ล้านหุ้น เมื่อหลายปีก่อน โดยฮันชางวู ได้มอบตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงให้แก่บุตรชายเท่านั้น แต่มารีนาก็ยังได้รับประโยชน์จากเงินปันผลบริษัทอย่ างสม่ำเสมอ เธอจึงได้ระบุในเอกสารของศ าล
แต่รายได้ที่สม่ำเสมอนี้ถูกตัดขาดอย่ างกะทันหัน มารีนา ก็ได้ระบุอีกว่า พ่อของเธอไม่อนุมัติความสัมพันธ์ของเธอกับนายวอลเลซวัย 55 ปี โดย มารีนา และ วอลเลซ พบกันครั้งแรกในปีพ.ศ.2534 เมื่อครั้งมารีนายังเป็นนักศึกษาและวอลเลซเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลมืออาชีพในญี่ปุ่น แต่ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปมีครอบครัวของตนเอง จนกระทั่งหย่ าร้าง และทั้งสองได้กลับมาพบกันและสมรสกันในปีพ.ศ.2557 ซึ่งฮันชางวู ไม่เคยพบกับวอลเลซ มาก่อน

มารีนา ก็ได้กล่าวใน เอกสารของศ าลและยืนยันว่า การกีดกันทางเชื้อชาติของบิดาที่กดดันให้เธอตัดสินใจเลือกระหว่างส ามีและการดำรงชีวิตของเธอนั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิของเธอ
มารีนา ตั้งใจที่จะฟ้องพ่อของเธอต่อศ าลแขวงเกียวโต เพื่อขอคืนหุ้นปันผลที่มีมูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (9 พันล้านบาทโดยประมาณ) เธอได้จัดตั้งทีมทนายความระหว่างประเทศใน โตเกียว ลอสแอนเจลิส และ เกาะกวม จากสำนักงานกฎหมายรายใหญ่ Morrison & Foerster เหตุที่ต้องทำเช่นนี้ เกิดจากเธออาจต้องเผชิญอุปสรรคในญี่ปุ่น ซึ่งโดยปกติศ าลแพ่งมักจะเป็นมิตรกับจำเลย

มารีนา ได้กล่าวอีก ในเอกสารของศ าลว่า “มันเจ็บปวดมากที่พ่อของฉัน ซึ่งเป็นคนที่ฉันรักมาตลอดและแสดงความเคารพอย่ างสูงสุด กลับฟ้องร้องฉัน เพื่อพย าย ามที่จะทำให้ฉันอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาและพย าย ามบังคับให้ฉันเลิกกับส ามี”
ฮันชางวู ได้ยื่นฟ้อง มารีนา สองค ดีที่ศ าลแขวงเกียวโตลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2562 และวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2563 เพื่อขอคืนเงินปันผลที่ผ่านมาเป็นจำนวน 480 ล้านเยน (139 ล้านบาท) พร้อมดอกเบี้ย ทั้งยังพย าย ามดำเนินการที่จะยึดทรัพย์สินทั้งหมดของเธอและปิดกั้นบัญชีธนาคารของเธออีกด้วย